ข่าวใหม่

แชร์เก็บไว้เลย วิธีแก้รอยดำที่คอ ใต้วงแขน และโคนขาด้านใน แบบไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

หากคุณมีรอยดำบนต้นขาด้านใน ลำคอ และ ใต้วงแขน อาจเกิดจากการโกน การใช้สเปรย์ระงับกลิ่นกาย แว็กซ์และแสงอัลตร้าไวโอเลต (UV) คนที่ใช้ยาควบคุมฮอร์โมน อาจมีจุดด่างดำเกิดขึ้นได้ และถ้าเป็นโรคเบาหวาน โรคมะเร็งทางเดินอาหารหรือทางเดินปัสสาวะ โรคอ้วนแล้วคุณมีโอกาสสูงที่จะมีจุดด่างดำเหล่านี้เช่นกัน เรามีสูตรที่จะช่วยบรรเทารอยดำเหล่านี้มากมาย แต่มันอาจมีสารพิษที่เป็นอันตรายและก่อให้เกิดผลข้างเคียงให้กับผู้ใช้ มันจะดีกว่าที่จะใช้สูตรที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่จะช่วยบรรเทารอยดำเหล่านั้น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ นี่คือหนึ่งในสูตรที่กล่าวมา ส่วนผสม – เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ – เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ – น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำและวิธีใช้งาน – นำส่วนผสมทั้งหมดผสมลงในชามจากนั้นผสมจนกว่าจะเป็นเนื้อเดียวกัน – เพียงแค่ทาส่วนผสมนี้ในบริเวณที่มีรอยคล้ำและทิ้งไว้ 20 นาที – หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็น อีกสูตรสำหรับการใช้รักษา – มะนาว – นม – ปูนขาวเคี้ยวหมาก WHITE CLAY …

อ่านเพิ่มเติม

แชร์เก็บไว้เลย!! สูตรเด็ด “หุงข้าวเหนียว” อากาศเย็นยังไงก็ไม่แข็ง ทิ้งค้างคืนก็ยังนุ่ม…น่าทาน

พูดถึง ข้าวเหนียว ก็นึกจินตนาการเลยว่าต้องร้อนๆนุ่มๆยิ่งถ้าได้หมูฝอย หรือไก่ทอดสักชิ้น พร้อมส้มตำนี่ ไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว ว่าจะมีความอร่อยมากแค่ไหน วันนี้พูดถึงข้าวเหนียวล่ะ เรามาดูดีกว่าว่าเทคนิคง่ายๆที่จะเปลี่ยนข้าวเหนียวที่แข็งๆทำยังไงก็ไม่นิ่มมาฝากกันตามมาดูเลยว่าเค้ามีวิธียังไงกันบ้าง 1. นำข้าวเหนียวเก่า แช่น้ำนาน ประมาณ 6 ชม ส่วนข้าวเหนียวใหม่แช่น้ำนาน 3 ชม. 2. แช่เสร็จแล้วอย่าเอาน้ำแช่ข้าวทิ้งเด็ดขาดสำคัญมาก เค้าเรียกน้ำแช่ข้าว่า “น้ำหม่า” เก็บใส่ชามแช่ตู้เย็นไว้ เสริมความรู้ : น้ำหม่า อันนี้เรียกว่าหัวเชื้อเอาไว้แช่ข้ามในวันต่อไปและนำส่วนที่เหลือเอามาพรมข้าวเหนียวนั่นเอง 4. หลังจากแช่ข้าวเหนียวเสร็จแล้วก็นำมาใส่หวดนึ่งปกติ พอข้าวเกือบจะ น้ำมาใส่หวดนึ่ง ตามปกติ 5. พอข้าวใกล้จะสุกแล้วนำน้ำหม่าที่เก็บไว้ในตู้เย็นมาพรมๆปริมาณ 1/3 ถ้วย แล้วใช้ไม้พายคนจากด้านล่างขึ้นบนทั่วๆเบาๆ 6. หรือจะทำวิธีแบบโบราณก็ได้คือกระดกหวดสัก 2-3 ครั้ง ให้ข้าวเหนียวในหวดผสมกันให้หมดและนึ่งต่อ 7. ทำแบบข้อที่ 6 ไปทั้งหมด 3 ครั้ง โดยกะปริมาณน้ำหม่าให้พอสำหรับ 3 …

อ่านเพิ่มเติม

ดาบสองคม!! ยาจุดกันยุง..ดมมาก อันตรายกว่าที่คุณคิด!! อ่านดูแล้วจะรู้..

ยาจุดกันยุง..ดมมาก อันตรายกว่าที่คุณคิด อ่านดูแล้วจะรู้.. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความห่วงใยผู้บริโภค ในการใช้ยาจุดกันยุงเพื่อป้องกันยุง เหตุเพราะทั้งนี้ ยาจุดกันยุงส่วนใหญ่จะนิยมใช้สารไล่หรือป้องกันยุงในกลุ่มไพรีทรอยด์ (pyrethroids) ซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่เลียนแบบสารไพรีทรินส์ (pyrethrins) ที่สกัดได้จากพืชตระกูลเบญจมาศ (สารสกัดไพรีทรัม หรือ pyrethrum extract) ตัวอย่างสารออกฤทธิ์กลุ่มไพรีทรอยด์ที่นิยมใช้ในยาจุดกันยุงและขึ้นทะเบียนไว้กับ อย. เช่น ดี-อัลเลทริน (d-allethrin), เอสไบโอทริน (esbiothrin), เมโทฟลูทริน (metofluthrin) เป็นต้น การทำงานของยากันยุง สารไพรีทรอยด์ในยาจุดกันยุงจะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท ทำให้ยุงเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว และตกลงมาหงายท้อง นอกจากนี้สารไพรีทรอยด์ยังมีฤทธิ์ในการไล่ยุงด้วย ควันที่ปล่อยออกมาจากยาจุดกันยุงที่มีส่วนผสมของไพรีทรอยด์จึงช่วยลดอัตราการกัดของยุง และป้องกันการรบกวนจากยุงในบริเวณที่จุดได้ อันตรายของยาจุดกันยุง โดยทั่วไปสารไพรีทรอยด์ในยาจุดกันยุง มีความเป็นพิษต่ำกว่าสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มอื่น การใช้ยาจุดกันยุงในขนาดและวิธีการใช้ปกติมักไม่พบการเกิดพิษ อย่างไรก็ตาม หากสูดดมควันที่ปล่อยออกมาจากยาจุดกันยุงในปริมาณมากๆ เช่น อยู่ในบริเวณที่คับแคบไม่มีอากาศถ่ายเทติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจเป็นอันตรายได้ โดยความรุนแรงของอาการพิษขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย – อาการเบื้องต้นของการสูดดมสารระเหยนี้อาจไม่รุนแรงมากนัก คุณอาจแค่รู้สึกหายใจติดๆ ขัดๆ หายใจไม่สะดวกเท่านั้น – …

อ่านเพิ่มเติม